วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Level of Control

ฉันถูกถามจากน้องนักพัฒนารุ่นใหม่ว่า "ในฐานะของคนทำงานเราสามารถคาดหวังการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเป้าหมายได้มากน้อยแต่ไหน"

ฉันตอบโดยลากเอาทฤษฎีความเปลี่ยนแปลงมาอธิบายว่า...
ในการเขียนโครงการ เราเลือกพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายในการทำงานโดยอาศัยการวิเคราะห์ปัญหา จากนั้นกำหนดเป้าหมายและกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ด้วยตัวของเรา
ซึ่งแน่นอนว่า วัตถุประสงค์ของโครงการ (Objectives) ควรเท่ากับ การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเป้าหมาย (Outcomes/Changes)

ตัวอย่างเช่น
วัตถุประสงค์ของโครงการ คือ ลดอ้วนลงพุงในผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป
กิจกรรม คือ
1) การอบรมความรู้เรื่อง อาหารที่เหมาะกับผู้หญิงวัยทอง
2) การผลิตสื่อเผยแพร่เรื่อง โรคภัยที่มากับการอ้วนลงพุง

จะเห็นได้ว่า เมื่อเราทำกิจกรรมเสร็จ แต่งานของเรายังไม่สำเร็จ เพราะวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ยังไม่บรรลุ

กิจกรรมที่เราเป็นผู้นำกระบวนการเป็นเพียงการทำงานในระดับ Level of Control หมายถึง เราควบคุมได้ ว่าทำอะไรแล้วได้ผลลัพธ์อะไร

แต่ถ้าต้องการให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์ เราจำเป็นต้องกระตุ้น หนุนเสริมกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิด การใช้ประโยชน์ของผลลัพธ์ (Use of outputs)

แล้วอะไรล่ะ คือ การใช้ประโยชน์จากผลลัพธ์??
จากตัวอย่าง มันก็คือ การที่ป้าๆ แม่ๆ ที่มารับการอบรมนำความรู้เรื่องอาหารหรือโรคภัยที่มาพร้อมกับการลงพุงไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของตัวเอง ซึ่งจะทำให้สาวๆ เหล่านั้นลดพุงและมีสุขภาพแข็งแรงได้ในที่่สุด

ทั้งนี้ ระดับที่เหนือไปกว่า Level of Control นั้น เราเรียกกันว่า Level of Influence หรือ การสร้างอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมาย

พูดง่ายๆ ก็คือ นักพัฒนากำหนดไม่ได้ว่าจะเกิดผลลัพธ์อะไรที่แน่นอนจากการทำกิจกรรม แต่การกำหนดวัตถุประสงค์ที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง (Changes oriented objectives) จะทำให้การทำงานอย่งเป็นกระบวนการ มีพลัง มุ่งเน้นให้กลุ่มเป้าหมายสร้างเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง ไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมให้เสร็จตามแผน แต่เป็นการทำให้วัตถุประสงค์สำเร็จ

และนั่นคือ สิ่งที่เราเรียกว่า ความยั่งยืนของโครงการพัฒนา

 

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Development VS Empowerment

โครงการพัฒนาทั้งที่ดำเนินงานโดยรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนมีหลากหลายรูปแบบ แต่แนวทางหลัก ได้แก่ การสงเคราะห์ (Relief), การพัฒนา (Development), และ การเสริมพลัง (Empowerment)

อย่างแรก ที่เป็นการสงเคราะห์นั้นอธิบายได้ง่าย เพราะมุ่งเน้นไปที่การให้ความช่วยเหลือ แก้ปัญหาด้วยการส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ทุกข์ยาก เป็นปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเป็นหลัก อาจไม่ได้มีการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ เช่น การมอบเงินหรือสิ่งของให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม การให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจน

แต่การขีดเส้นแบ่งนิยามระหว่าง การพัฒนา กับ การเสริมพลัง มักสร้างความสับสนอยู่บ่อยครั้ง

จุดแบ่งสำคัญที่ทำให้ การเสริมพลังแตกต่างจากการพัฒนา คือ การเสริมพลังมีเป้าหมายสูงสุดที่ การเปลี่ยนแปลงสถานะ (Position Change) ของกลุ่มคนที่เปราะบางในสังคมให้มีความเท่าเทียมกับคนกลุ่มอื่นๆ เช่น ผู้หญิง คนจน แรงงานข้ามชาติ ได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม (Equity) ได้รับการยอมรับ (Acceptance) และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Integration)

การทำความเข้าใจเป้าหมายของโครงการพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถกำหนดกิจกรรมในโครงการได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น การจัดวิทยุชุมชน (Community Radio Broadcasting) เป็นโครงการเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงข่าวสารข้อมูลของชุมชน โดยเนื้อของกิจกรรมเป็น การพัฒนา เพราะมุ่งทำให้คนรับรู้ข่าวสาร ซึ่งหากต้องการยกระดับให้เป็น การเสริมพลัง ซึ่งต้องก่อให้การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม (Attitude and Behavior Changes) จำเป็นอย่างยิ่งที่นักพัฒนาจะต้องคิดกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องกับผู้รับข่าวสาร เพื่อให้กิจกรรมต่างๆ ของโครงการพาไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้

เพราะปัญหาสังคมปัจจุบันเกิดจากปัจจัยที่ซับซ้อน มากกว่าความยากจนทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการพัฒนาสังคมและมนุษย์จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำให้คนมีงานทำ มีเงินใช้ หรือทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP สูงโด่ง แต่ช่องว่างความยากจนถ่างกว้างมากขึ้น

Development Project Should Empower People!