วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการตั้งคำถาม

สำหรับนักอบรม หรือ นักจัดกระบวนการเรียนรู้ มี DO และ DON'T ที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันค่ะ


DO : ถามเถิดจะเกิดผล

  1. ใช้คำถามปลายเปิด (Open Ended Questions) ซึ่งก็คือ การถามเพื่อให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ตั้งธงให้ตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ เอาหรือไม่เอา เช่น "ชุมชนมีการจัดการป่าอย่างไร" ดีกว่าถามว่า "ชุมชนตัดไม้ทำลายป่าหรือเปล่า" ถามแบบหลังนี่ถามแล้ว ตัวใครตัวมันค่ะ
  2. ถ้าจะเล่นเกม ควรสอบถามความพร้อมทางกายภาพของผู้เข้าร่วม เช่น ถ้าต้องกระโดดโลดเต้น ผู้มีปัญหาสุขภาพบางคนอาจไม่สามารถร่วมกระบวนการได้  ให้คำนึงถึงความปลอดภัยและความสมัครใจเป็นหลัก
  3. ทบทวนความเข้าใจของผู้ฟังเมื่อจบกระบวนการหรือการอบรมเสมอ ด้วยการสอบถามทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น "คิดเห็นต่อเรื่องที่เพิ่งผ่านไปอย่างไร" 
  4. เปิดโอกาสให้ซักถาม จะเป็นในระหว่างการจัดกระบวนการ หรือ หลังจบกระบวนการก็ตามแต่ความถนัดของนักอบรมค่ะ แต่มีข้อควรระวังคือ บางครั้งการเปิดให้ถามระหว่างการนำเสนอ อาจทำให้กระบวนการเรียนรู้ไม่ต่อเนื่อง และถ้าเกิดเรื่องที่ถูกถามพาออกทะเลล่ะก็ จะบริหารเวลาได้ยากสำหรับเรื่องราวที่เหลืออยู่
  5. หากต้องการนำเนื่องราวของผู้เข้าร่วมมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อการเรียนรู้ของกลุ่มควรขออนุญาตก่อนทุกครั้ง
DON'T : ได้โปรดอย่าถามเลย
  1. "Yes-No Questions" หรือ ที่เราเรียกว่า คำถามปลายปิด ที่ผู้ฟังจะมีแค่สองทางเลือกคือ ใช่กับไม่ใช่ อย่างที่ยกตัวอย่างไปแล้ว... อย่าลืมนะคะว่า หัวใจของการจัดกระบวนการเรียนรู้ หรือ การอบรม คือ การเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน ที่เราเรียกว่า ASK หรือ A = Attitude ทัศนคติ, S = Skill ทักษะ และ K = Knowledge ความรู้ ดังนั้น ต้องกระตุ้นให้เกิดการบริหารความคิดค่ะ จึงจะทำให้ผู้เข้าร่วมพัฒนา ASK  
  2. อย่าใช้คำถามที่ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบและไล่ต้อนผู้เข้าร่วมจนทำให้เค้ารู้สึกว่าเค้าจนมุม ไม่ฉลาด หรือมานั่งอยู่ตรงนี้ทำไมเนี่ย... คำถามประเภทนี้เช่น "รู้หรือเปล่าว่าที่อื่น (ชุมชนอื่นประเทศอื่น, โลกอื่น...) เขาเป็นยังไงกัน คนฟังแทนที่จะเปิดใจเรียนรู้นอกกรอบจากประสบการณ์ภายนอกจะปิดกั้นและปกป้องตัวเองหรือสิ่งที่ตัวเองทำอยู่มากกว่า 
  3. เว้นการถามเพื่อเกิดให้เกิดความวิเคราะห์วิพากษ์จนนำไปสู่ความขัดแย้งของผู้เข้าร่วม อย่างที่เรียกง่ายๆ ว่า "เสี้ยม"
  4. หากเป็นการจัดอบรมหรือจัดกระบวนการที่ผู้เข้าร่วมไม่คุ้นเคยกัน ควรงดเว้นการนำเรื่อง "การเมือง-ศาสนา-เพศ" มาเป็นหัวข้อการแลกเปลี่ยน เพราะสามารถนำไปสู่การ "ปิดไม่ลง" ได้ง่ายมาก
  5. ถามว่า "สนุกไหม" ถ้าคำตอบคือ "สนุก" ก็แล้วไป แต่ถ้าตอบว่า "ไม่สนุก" จะหมดอารมณ์และไปต่อลำบากนะคะ

สักอย่างละ 5 ข้อ พอหอมปากหอมคอนะคะ

ทิ้งท้าย... คำถามสำคัญกว่าคำตอบ...


วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แรงบันดาลใจ (Inspiration)


DO SOMETHING TODAY
THAT YOUR FUTURE SELF
WILL THANK YOU FOR...

การทำงานพัฒนาโดยใช้ Appreciative approach หรือที่รู้จักกันว่า เป็นการพัฒนาโดยเริ่มต้นจากข้างในของคน ชื่นชมยินดีต่อสิ่งที่มี ที่เป็น มากกว่าการพร่ำบ่นกับปัญหาตรงหน้า เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืน

การสร้างแรงบันดาลใจ เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการทำงาน นี้ ทั้งต่อตัวนักพัฒนาเองและกับกลุ่มเป้าหมายของการพัฒนา

เพราะ แรงบันดาลใจ คือ การสร้างความเปลี่ยนแปลง

ฉันเคยทำงานกับผู้หญิงเนปาลที่ทุกข์ยากเพียงเพราะเกิดมาในวรรณะจัณฑาล ที่เป็นชนชั้นที่ต่ำที่สุดในสังคม ความคิดฝันที่จะเห็นอนาคตที่ดีนั้นแทบไม่มีเลย
แต่ด้วยกระบวนการทำงานกลุ่ม การสร้างแรงบันดาลใจ ชื่นชมยินดีกับความเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กๆ เช่น มีสบู่ใช้อาบน้ำ เขียนชื่อตัวเองได้แทนการพิมพ์ลายนิ้วมือ หรือ บวกเลขหลักสิบได้ สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ได้ช่วยดึงพวกเธอออกมาจากความสิ้นหวัง มาพูดคุยกัน ทำงานร่วมกัน

สามปีต่อมา ฉ้นกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ตัวแทนของกลุ่มอ่านตัวหนังสือเนปาลีโย้เย้บนกำแพงให้ฉันฟัง 
มันแปลความได้ว่า "หากในห้องนั้นมืดมิด ก็จงอย่าเอาแต่ก่นด่าความมืดเลย จุดเทียนขึ้นมาเถอะ แสงสว่างจะช่วยให้เรามองเห็น"


ด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้า วันนี้บางคนฝันที่จะสร้างบ้าน ส่งลูกเรียนหนังสือ วันที่มืดมนกำลังค่อยๆ หายไป เพราะแสงสว่างจากเทียนที่พวกเธอจุดขึ้นเองในวันนั้น...

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รู้จัก "ความยากจน" (Poverty)

นักข่าวเศรษฐกิจลงพื้นที่สำรวจภาวะปากท้องของชาวบ้าน ยื่นไมค์ไปที่
พี่วินมอไซค์... หากินยากพี่ ค่าเสื้อวิน ค่าข้าว วันๆ แทบไม่เหลือ...
ป้าแผงลอยบนทางเท้า... ของมันแพง คนขายเยอะ ถ้าขึ้นราคาก็ไม่มีคนซื้อ...
สาวออฟฟิศ... ต้นเดือนก็จริงนะพี่ แต่เงินเดือนหมดไปตั้งแต่สองสามวันแรกแล้ว ไหนจะค่าห้อง ค่ากิน...
ชาวนา... ข้าวถูก ทำนาปีเหลือแต่ซัง ทำนาปรังเหลือแต่หนี้...


ทุกคนล้วนบอกว่า ตัวเอง "ยากจน" แต่ เขาเหล่านั้นเป็น "คนจน" หรือไม่ ลองเอาเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์กัน

คนจน คือ คนที่อยู่ต่ำกว่า "เส้นความยากจน" (Poverty Line)

โอ๊ยยยย...ยาก ของ่ายๆ หน่อย

คนจน คือ คนที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 1,678 บาท หรือ น้อยกว่า 20,136 บาทต่อปี
ข้อมูลในปี พ.ศ.2553 ของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) บอกว่า ประเทศไทยมีคนจนจำนวน 5.1 ล้านคน

แล้วงานวิจัยของสภาพัฒน์ เมื่อปี พ.ศ.2554 ยังบอกอีกว่า ถ้าจะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทยคือ การโอนงบประมาณไปให้กับคน 5 ล้านคนนี้โดยตรง ซึ่งจะใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไม่เกิน 1,400 ล้านบาทต่อปี

ง่ายแฮะ... งั้นทำไมไม่เลือกวิธีนี้แก้ปัญหาความยากจน...

ก็เพราะว่า มันไม่ยั่งยืน ไม่รู้ว่าจะใช้งบอีกเท่าไหร่ นานแค่ไหนจึงจะถม "ช่องว่างความยากจน" (Poverty Gap) นี้เต็ม เพราะวิธีนี้คือการสร้างภาวะพึ่งพา

อีกแล้ว... ที่ต้องบอกว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนมีความสามารถพึ่งพาตนเองได้มีความจำเป็น